แก้วสรร อติโพธิ แสดงจุดยืนไม่เห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ พร้อมเตือนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเมืองไทย
แก้วสรร โหวตไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ชำแหละแนวคิดร่าง รธน. พรรคสีส้ม เตือนเสี่ยงอนาธิปไตย
deepnaturegardens.com – แก้วสรร โหวตไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง หลัง แก้วสรร อติโพธิ นักกฎหมายและอดีตสมาชิกวุฒิสภา ออกมาเผยแพร่บทความวิเคราะห์การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามแนวคิดพรรคสีส้ม โดยชี้ว่ากระบวนการประชามติที่ไม่มีกรอบชัดเจนอาจนำประเทศไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง และเสี่ยงจบลงด้วยภาวะอนาธิปไตยมากกว่าประชาธิปไตย
บทความดังกล่าวตั้งคำถามถึงความชอบธรรม กระบวนการทางกฎหมาย และเจตนารมณ์ทางการเมืองของการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ผ่านรูปแบบถาม–ตอบ เพื่ออธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงความเสี่ยงและทางเลือกที่เป็นไปได้
ความหมายของประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ประชามติคืออำนาจ “จัดให้มี” ไม่ใช่ “จัดทำ”
แก้วสรรอธิบายว่า หากผลประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ออกมาเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ นั่นเป็นเพียงการใช้อำนาจของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย เพื่อ “จัดให้มีรัฐธรรมนูญ” เท่านั้น แต่ยังไม่ใช่การใช้อำนาจ “จัดทำรัฐธรรมนูญ”
การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเป็นต้องให้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันก่อน เพื่อกำหนดกลไกการตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อย่างชัดเจน แล้วจึงให้ประชาชนลงประชามติรับรองร่างสุดท้าย
ปัญหาของประชามติคำถามเดียว
เสมือนการให้เช็คเปล่าแก่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ
แก้วสรรชี้ว่า การจัดประชามติที่มีเพียงคำถามเดียวว่า “ควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” โดยไม่ระบุกรอบ วิธีการ หรือขอบเขตอำนาจของผู้ร่าง เป็นการทำให้ประชามติขาดความหมาย และเสมือนการให้ “เช็คเปล่า” แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เขาเห็นว่า กระบวนการเช่นนี้เป็นต้นเหตุให้สังคมเกิดความสับสน ถกเถียงไม่รู้จบ และอาจนำไปสู่ทางตันทางการเมืองในที่สุด
ความขัดแย้งทางการเมืองและการยุบสภา
MOA ที่ล้มเหลว และประชามติที่ไม่สมบูรณ์
เดิมที รัฐสภาเคยพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญไปถึงวาระที่ 2 แล้ว แต่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคสีส้มกับพรรคสีน้ำเงิน จนข้อตกลงทางการเมือง (MOA) เดินหน้าต่อไม่ได้
ผลคือ นายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภา ทำให้ประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เหลือเพียงคำถามเดียว โดยไม่มีร่างกฎหมายรองรับ
ความเสี่ยงจากการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
เปิดช่องแก้โครงสร้างรัฐแบบไม่จำกัด
แก้วสรรมองว่า หากเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับตามแนวคิดของพรรคสีส้ม จะเปิดช่องให้มีการเสนอเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐในประเด็นอ่อนไหว เช่น
-
การลดสถานะความคุ้มครองของสถาบันพระมหากษัตริย์
-
การแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112
-
การกระจายอำนาจขั้นสูงจนถึงการปกครองตนเองของบางจังหวัด
-
การจำกัดอำนาจการเกณฑ์ทหารของรัฐ
เขาเชื่อว่า แนวคิดเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เกิดฉันทามติในสังคม และจะยิ่งเพิ่มความขัดแย้งทางการเมือง
พรรคสีส้มกับเส้นทาง “การปฏิวัติผ่านรัฐสภา”
ไม่ใช่นักบริหาร แต่เป็นนักเปลี่ยนโครงสร้าง
แก้วสรรวิจารณ์ว่า พรรคสีส้มไม่ได้มุ่งเป็นรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ แต่ใช้รัฐสภาเป็นเครื่องมือในการ “เปลี่ยนแปลงการปกครอง” โดยอาศัยกระบวนการนิติบัญญัติเพื่อกร่อนเซาะโครงสร้างรัฐเดิม
เขายกตัวอย่างการไม่ยอมจัดตั้งรัฐบาล แม้ชนะการเลือกตั้ง รวมถึงการยืนกรานผลักดันนโยบายแก้ไขมาตรา 112 และการผลักดันประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยไม่กำหนดกรอบ
ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า: แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา
ไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 แต่เดินหน้าได้จริง
แก้วสรรเสนอว่า ประเทศไทยยังมีอีกหนึ่งเส้นทาง คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยเว้นหมวด 1 และหมวด 2 ไว้ไม่แตะต้อง เริ่มจากประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง เช่น ระบบเลือกตั้ง สิทธิเสรีภาพ หรือกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐ
เมื่อแก้ไขหลายประเด็นครบถ้วนแล้ว จึงนำร่างทั้งหมดไปทำประชามติครั้งเดียว เพื่อให้ประชาชนตัดสินอย่างมีข้อมูลและความหมาย
บทสรุป: โหวตไม่เห็นชอบ เพื่อหลีกเลี่ยงอนาธิปไตย
แก้วสรรสรุปว่า หากประเทศไทยเดินหน้ารื้อรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยไม่มีกรอบชัดเจน สุดท้ายอาจไม่จบที่ประชาธิปไตย แต่จะจบที่ อนาธิปไตย ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ
เขาย้ำคำเตือนของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ที่เคยกล่าวว่า “ชาติยังต้องมีอยู่” และอนาธิปไตยคือภัยของชาติ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชน โหวตไม่เห็นชอบ ต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อป้องกันความปั่นป่วนในอนาคต