นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เมตเต เฟรเดอริกเซน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวแทนความตึงเครียดระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ เรื่องกรีนแลนด์
คำถามเจ็บปวดของนาโตและสหภาพยุโรป หากทรัมป์ยึดครองกรีนแลนด์
พันธมิตรยุโรปเผชิญความท้าทายใหม่
deepnaturegardens.com – การประชุมกลุ่ม “พันธมิตรที่เต็มใจ” (Coalition of the Willing) ที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นเวทีหารือเพื่อสร้างข้อตกลงสันติภาพยั่งยืนให้ยูเครนแล้ว ทรัมป์ยึดกรีนแลนด์ ยังเผยให้เห็นความกังวลใหม่เกี่ยวกับเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของเดนมาร์ก
ในที่ประชุมมีผู้แทนจากสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เข้าร่วมด้วย ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ยืนยันว่าแผนยุติสงครามกับรัสเซีย “คืบหน้าไปแล้ว 90%” อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้นำยุโรปกลับต้องเผชิญกับ “ช้างในห้อง” นั่นคือ ความทะเยอทะยานของสหรัฐฯ ที่อาจยึดครองกรีนแลนด์
กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดใหญ่กว่าเยอรมนีถึง 6 เท่า ตั้งอยู่ในภูมิภาคอาร์กติกและมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สูง แต่ทรัมป์เคยย้ำหลายครั้งว่าเขาต้องการเกาะแห่งนี้เพื่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ทรัมป์ยึดกรีนแลนด์
ความกังวลของนาโตและสหภาพยุโรป
การที่สหรัฐฯ แสดงความสนใจในกรีนแลนด์ถือเป็นความท้าทายต่อยุโรป โดยเฉพาะต่อเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกนาโตและพันธมิตรสำคัญของยุโรป เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อพันธมิตรหลัก
นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เมตเต เฟรเดอริกเซน กล่าวว่า การพิจารณาเรื่องกรีนแลนด์ต้องจริงจัง และเป็นหน้าที่ของเดนมาร์กและกรีนแลนด์เท่านั้นในการตัดสินอนาคตของตนเอง แม้หลายประเทศในยุโรปจะออกแถลงการณ์สนับสนุนหลักการนี้ แต่ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะทำอะไรได้มากเพียงพอ หากสหรัฐฯ ใช้กำลังทหาร

การแทรกแซงของสหรัฐฯ และบทบาทของยุโรป
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ มีการแทรกแซงทางทหารในเวเนซุเอลาและยังคงคุกคามอธิปไตยของประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศในยุโรป ความจริงนี้สร้างความย้อนแย้งต่อยุโรปอย่างมาก เพราะในเวลาเดียวกัน พวกเขากำลังพยายามเจรจาเพื่อปกป้องอธิปไตยของยูเครนจากรัสเซีย
ความท้าทายของยุโรปคือ แม้จะมีแถลงการณ์ร่วมและการเน้นย้ำว่าควรหารือเรื่องความมั่นคงในอาร์กติกผ่านนาโต แต่ความเต็มใจที่จะปกป้องเดนมาร์กนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และแทบไม่มีประเทศใดยอมเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ โดยตรง
บทบาทและข้อจำกัดของนาโต
มาตรา 5 ของนาโตหรือหลัก “ทุกคนเพื่อหนึ่งเดียว หนึ่งเดียวเพื่อทุกคน” ไม่สามารถใช้กับกรณีที่สมาชิกนาโตโจมตีกันเองได้ ดังนั้น หากสหรัฐฯ พยายามยึดกรีนแลนด์โดยฝ่ายเดียว นั่นจะเป็นความท้าทายต่อพันธมิตรอย่างยิ่ง
ตัวอย่างเช่น กรณีความขัดแย้งระหว่างตุรกีและกรีซในปี 1974 เมื่อสหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย แต่ไม่ได้ใช้มาตรา 5 เข้าช่วย ทั้งนี้ เดนมาร์กเป็นสมาชิกนาโตขนาดเล็ก แต่มีบทบาทสำคัญ ขณะที่สหรัฐฯ ถือเป็นสมาชิกทรงอำนาจที่สุด
การตอบสนองของยุโรปและสหภาพยุโรป
ยุโรปยังคงพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านข่าวกรอง ระบบสั่งการ และความสามารถทางอากาศ แม้บางประเทศจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมตามคำสั่งของนาโต แต่ความพึ่งพาในด้านความมั่นคงยังสูงอยู่มาก
ความตึงเครียดจากกรีนแลนด์สะท้อนถึงความจำเป็นที่ยุโรปต้องลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และประสานเสียงกันอย่างเข้มแข็ง สมาชิกยุโรปบางประเทศออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อสนับสนุนอธิปไตยของเดนมาร์ก แต่ยังไม่ครบทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งทำให้สหรัฐฯ สามารถใช้ความกดดันทางการเมืองได้
แนวทางที่ยุโรปควรพิจารณา
นักวิเคราะห์แนะนำว่า ยุโรปควรเตรียมแผนสำรอง โดยใช้เวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุมความมั่นคงมิวนิก หรือดาวอส เพื่อสร้างแรงกดดันและรักษาอธิปไตยของประเทศสมาชิกนาโต
นอกจากนี้ การคิดนอกกรอบ เช่น การสร้างสนธิสัญญาป้องกันประเทศรูปแบบใหม่ หรือการรวมเสียงทั้งสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเพื่อส่งข้อความถึงสหรัฐฯ อาจเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ
บทสรุป
กรณีของกรีนแลนด์เป็นบททดสอบความเข้มแข็งของนาโตและสหภาพยุโรปอย่างชัดเจน หากสหรัฐฯ ใช้กำลังทหาร ยุโรปต้องเผชิญคำถามเจ็บปวด: จะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของสมาชิกเล็กอย่างเดนมาร์กและกรีนแลนด์ได้มากแค่ไหน โดยไม่เสี่ยงต่อความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ
นี่คือสัญญาณเตือนว่า ยุโรปอาจต้องลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และเตรียมตัวรับมือกับโลกที่มีมหาอำนาจหลากหลายมากขึ้น ทั้งสหรัฐฯ จีน รัสเซีย และอินเดีย
แหล่งที่มา : BBC